ไม่ได้อยากร่างพัง เลิก “เสพติดความหวาน” กันเถิด

รู้หรือไม่? ว่าคนไทย “เสพติดความหวาน” มากกว่าที่คิด โดยข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

 

 

ที่ทำการกองทุนส่งเสริมการผลิตเสริมสุขภาพ (สสส.) เคยเก็บข้อมูลไว้ พบว่าคนประเทศไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึงวันละ 20 ช้อนชา! เกินกว่าจำนวนที่ร่างกายอยากได้ในทุกๆวันถึง 3 เท่าตัว ซึ่งการบริโภคน้ำตาลมากเกินความจำเป็นนั้นทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อร่างกาย รวมทั้งเพิ่มการเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรค อาทิเช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจและก็เส้นโลหิต ฯลฯ

สุดแท้แต่ละวันร่างกายอยากน้ำตาลเยอะแค่ไหน?
เพราะว่าน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่ น้ำตาล 1 ช้อนชา (ซึ่งพอๆกับโดยประมาณ 4 กรัม) ให้พลังงานถึง 16 กิโลแคลอรี่ ด้วยเหตุนั้น ก็เลยจำเป็นต้องควบคุมการบริโภคน้ำตาลไม่ให้เกินกฏเกณฑ์ โดยกองโภชนาการ ได้ระบุจำนวนน้ำตาลที่สมควรต่อวันของแต่ละช่วงอายุ เพื่อช่วยตัดวงจรการบริโภคน้ำตาลเกินที่ร่างกายอยากได้ในทุกๆวันไว้ดังต่อไปนี้

เด็กอายุ 6-13 ปีแล้วก็คนวัยแก่ที่แก่ 60 ปีขึ้นไป จะใช้พลังงานเฉลี่ย 1,600 แคลอรี่ต่อวัน ไม่สมควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 16 กรัม หรือราว 4 ช้อนชา
วัยรุ่น ทั้งยังหญิงและก็ชาย ที่แก่ 14-25 ปี จะใช้พลังงานเฉลี่ย 2,000 แคลอรี่ต่อวัน ไม่สมควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 24 กรัม หรือโดยประมาณ 6 ช้อนชา
วัยทำงาน ที่แก่ 25-60 ปี จะใช้พลังงานเฉลี่ย 1,600 แคลอรี่ต่อวัน ไม่สมควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 16 กรัม หรือราวๆ 4 ช้อนชา
หญิงชาย คนที่ใช้พลังงานมากมายๆจะใช้พลังงานเฉลี่ย 2,400 แคลอรี่ต่อวัน ไม่สมควรบริโภคน้ำตาลเกินวันละ 32 กรัม หรือราว 8 ช้อนชา
ทำยังไงถึงจะควบคุมจำนวนน้ำตาลได้?
1. เบาๆลดจำนวน
สำหรับผู้ติดความหวาน แม้หักดิบไปเลยจะมีผลให้ร่างกายปรับนิสัยไม่ทัน รู้สึกโหย แล้วก็ต้องการของว่างเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้นถ้าเกิดตั้งอกตั้งใจว่าจะลดหวานจริงๆจำเป็นต้องทำอย่างค่อยๆเป็น ค่อยๆไป เป็นต้นว่า จากที่เคยกินน้ำอัดลมวันละ 2 ขวด ก็ทดลองลดเหลือเพียงแค่ขวดเดียว แม้กระนั้นแบ่งดื่ม 2 ครั้ง เมื่อเริ่มอยู่ตัวก็ค่อยต่ำลงมาเหลือครึ่งขวด จนถึงร่างกายปรับนิสัยคุ้นชินแล้ว ก็บางทีก็อาจจะงดเว้นดื่มไปเลย

2. เน้นย้ำความหวานจากธรรมชาติ
ทดลองแปลงที่เกิดขึ้นจากด้านการกินของหวานมาคือผลไม้ที่จำนวนน้ำตาลไม่สูงมากมายแทน เนื่องจากว่าน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่ให้สารอาหารอะไรก็แล้วแต่ต่อสุขภาพเลย แต่ว่าถ้าเกิดรับประทานผลไม้ก็ยังได้รับวิตามินและก็ธาตุอื่นๆด้วย ยิ่งไปกว่านี้ใน 24 ชั่วโมง พวกเรายังทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต อาทิเช่น ข้าว กวยเตี๋ยว ของกินชนิดนี้เมื่อย่อยรวมทั้งจะกลายเป็นน้ำตาล ดังนั้น ของกินในชีวิตประจำวันก็มีจำนวนน้ำตาลพอเพียงต่อสภาพร่างกายแล้ว ก็เลยไม่มีความจำเป็นที่ต้องบริโภคน้ำตาลเข้าไปอีก

3. กล่าว “หวานน้อย” ให้เคยปาก
คนที่อยู่ในช่วยของวัยที่กำลังทำงานบางบุคคลติดการดื่มเครื่องดื่มในทุกเช้าตรู่ ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ นม หรือน้ำผลไม้ แม้กระนั้นทราบหรือเปล่าว่าเครื่องดื่มแต่ละแก้วมีจำนวนน้ำตาลสูงเพียงใด เครื่องดื่มอะไรบางอย่าง เพียงแค่แก้วเดียวก็มากเกินจำนวนที่ควรจะได้รับในทุกๆวันแล้ว แต่ว่าแม้เลิกมิได้จริงๆทดลองสั่งว่า “หวานน้อย” ให้ชินปาก ด้วยเหตุว่าอย่างต่ำก็ยังลดจำนวนน้ำตาลลงได้บ้าง แม้ร้านค้าไหนที่ยังคงรสอร่อยแม้ว่าจะหวานลดน้อยลง ก็จะได้เป็นร้านค้าประจำหรือร้านค้าโปรดไปเลย

4. ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล
เดี๋ยวนี้ มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่มาจากธรรมชาติและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ ได้แก่ สารสกัดจากต้นหญ้าหวาน (Stevia) ซึ่งให้ความหวานมากมายว่าน้ำตาลถึง 450 เท่า และไม่ให้พลังงาน หรือจะเป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ ดังเช่นว่า อิริทริทอล (Erythritol) ที่เกิดขึ้นจากการดองน้ำตาลเดกซ์โทรสด้วยยีสต์ แม้ว่าจะหวานน้อยกว่าน้ำตาล แม้กระนั้นแทบไม่มีพลังงานเลย ซึ่งสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้สามารถที่จะช่วยให้พวกเรารับประทานขนมได้โดยแคลอรี่ลดลงไปกว่าครึ่ง

5. พักให้พอเพียง
การที่ร่างกายเมื่อยล้า ระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่คงเดิม  คาสิโน  ร่างกายก็เลยอยากพลังงานไปทดแทน โดยยิ่งไปกว่านั้นความหวาน ซึ่งสามารถลดความอ่อนเพลียล้า เหน็ดเหนื่อย รวมทั้งอาการง่วงหงาวหาวนอน ฉะนั้น ถ้าเกิดพวกเรานอนพอเพียง อย่างน้อยที่สุด 6-7 ชั่วโมง ไม่นอนดึกดื่น เพื่อลดการรับประทานตอนยามดึกดื่น ร่างกายก็จะได้พักอย่างมาก ฮอร์โมนต่างๆหลั่งออกมาแล้วก็ปฏิบัติงานได้อย่างมีคุณภาพ ร่างกายมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง มีอารมณ์แจ่มใสและไม่เครียด ก็จะไม่รู้จักสึกต้องการขนม

เขียนเมื่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *